สารคดีประวัติศาสตร์ Super Etendard ตำนานเพชฌฆาตเหนือน่านน้ำแอตแลนติกใต้

ตำนานของเครื่องบินโจมตีทางเรือสัญชาติฝรั่งเศส Dassault Super Etendard โดยเน้นไปที่บทบาทสำคัญและเป็นที่จดจำที่สุดในประวัติศาสตร์สงครามยุคใหม่
1. เสียงสะท้อนจากสงครามฟอล์กแลนด์ (จุดเริ่มต้นตำนาน)
เหตุการณ์สำคัญ: วันที่ 4 พฤษภาคม 1982 เครื่องบิน Super Etendard สองลำของกองทัพเรืออาร์เจนตินาได้ยิงขีปนาวุธ Exocet โจมตีและสร้างความเสียหายร้ายแรงแก่เรือพิฆาต HMS Sheffield ของราชนาวีอังกฤษ ซึ่งนำไปสู่การจมของเรือในที่สุด
ผลกระทบ: เหตุการณ์นี้สร้างความตื่นตระหนกและสั่นสะเทือนรากฐานยุทธศาสตร์สงครามทางเรือสมัยใหม่ และทำให้ Super Etendard พร้อมอาวุธคู่กายกลายเป็นตำนานในชั่วข้ามคืน
2. กำเนิดและวิวัฒนาการ
จุดกำเนิด: เครื่องบินนี้เกิดจากนโยบายแบบโกลลิสต์ของฝรั่งเศสที่ต้องการสร้างเอกราชทางการทหารและลดการพึ่งพาชาติอื่น โดยพัฒนามาจากเครื่องบินตระกูล Etendard ยุคแรก (เช่น Etendard IVM)
การวิวัฒนาการเป็น "Super": โครงการ Super Etendard ในปี 1973 เป็นการออกแบบใหม่เกือบทั้งหมด โดยมีการอัปเกรดที่สำคัญคือ:
เครื่องยนต์: เปลี่ยนไปใช้ SNECMA Atar 8K50 ที่ให้แรงขับสูงขึ้น
ระบบเอวิโอนิกส์: ติดตั้งเรดาร์ Thomson-CSF Agave เพื่อรองรับการใช้งานขีปนาวุธ Exocet AM39 ซึ่งเปลี่ยนเครื่องบินให้เป็นระบบอาวุธทางเรือที่ซับซ้อน สามารถโจมตีเป้าหมายจากระยะไกลเกินสายตา
3. บทพิสูจน์ด้วยไฟ: สงครามฟอล์กแลนด์
ทรัพยากรจำกัด: เมื่อสงครามปะทุขึ้นในปี 1982 อาร์เจนตินาได้รับมอบ Super Etendard เพียง 5 ลำ และขีปนาวุธ Exocet เพียง 5 ลูก เท่านั้น
ปฏิบัติการสำคัญ:
4 พฤษภาคม 1982: จม HMS Sheffield ด้วยขีปนาวุธ Exocet
25 พฤษภาคม 1982: ทำลายเรือบรรทุกสินค้า Atlantic Conveyor ซึ่งบรรทุกเฮลิคอปเตอร์และยุทโธปกรณ์สำคัญ สร้างความเสียหายร้ายแรงต่อการส่งกำลังบำรุงของอังกฤษ
ผลกระทบเชิงยุทธศาสตร์: การโจมตีเหล่านี้แสดงให้เห็นถึง ความเปราะบางของเรือรบผิวน้ำที่ทันสมัย ต่อขีปนาวุธ Sea-skimming ที่มีราคาถูกกว่ามาก และบีบบังคับให้กองทัพเรือทั่วโลกต้องประเมินหลักนิยมการป้องกันภัยทางอากาศใหม่
4. บทบาททั่วโลกและการปลดประจำการ
การใช้งานอื่นๆ: Super Etendard ถูกใช้งานอย่างต่อเนื่องในปฏิบัติการของกองทัพเรือฝรั่งเศส เช่น เลบานอน (1983), สงครามในอดีตยูโกสลาเวีย, อัฟกานิสถาน, ลิเบีย และ ซีเรีย/อิรัก
บทบาทที่ไม่คาดคิด: ฝรั่งเศสเคยให้ยืมเครื่องบิน 5 ลำแก่อิรักเพื่อใช้โจมตีเรือบรรทุกน้ำมันของอิหร่านในช่วงสงครามอิรัก-อิหร่าน
การปรับปรุง: มีโครงการอัปเกรดครั้งใหญ่เป็น Super Etendard Modernisé (SEM) เพื่อเพิ่มขีดความสามารถด้านเรดาร์ (เปลี่ยนเป็น Anemone) และการโจมตีภาคพื้นดิน (รองรับกระเปาะชี้เป้าด้วยเลเซอร์ Damocles)
การปลดประจำการ: กองทัพเรือฝรั่งเศสปลดประจำการ Super Etendard อย่างเป็นทางการในปี 2016 โดยมี Dassault Rafale M เข้ามาทำหน้าที่แทน
5. บทสรุป: มรดกที่ส่งต่อ
มรดก: Super Etendard เป็นสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์ในสงครามทางเรือ มันพิสูจน์ว่าการผสมผสานระหว่าง แพลตฟอร์มที่ไม่แพง กับ อาวุธนำวิถีระยะไกลที่ "ชาญฉลาด" (Exocet) สามารถสร้าง "ความได้เปรียบแบบไม่สมมาตร" (asymmetric advantage) ที่ยิ่งใหญ่กว่าขนาดของเครื่องบิน และได้เปลี่ยนแปลงสมการอำนาจทางทะเลไปตลอดกาล
สารคดีประวัติศาสตร์ Super Etendard ตำนานเพชฌฆาตเหนือน่านน้ำแอตแลนติกใต้
ตำนานของเครื่องบินโจมตีทางเรือสัญชาติฝรั่งเศส Dassault Super Etendard โดยเน้นไปที่บทบาทสำคัญและเป็นที่จดจำที่สุดในประวัติศาสตร์สงครามยุคใหม่
1. เสียงสะท้อนจากสงครามฟอล์กแลนด์ (จุดเริ่มต้นตำนาน)
เหตุการณ์สำคัญ: วันที่ 4 พฤษภาคม 1982 เครื่องบิน Super Etendard สองลำของกองทัพเรืออาร์เจนตินาได้ยิงขีปนาวุธ Exocet โจมตีและสร้างความเสียหายร้ายแรงแก่เรือพิฆาต HMS Sheffield ของราชนาวีอังกฤษ ซึ่งนำไปสู่การจมของเรือในที่สุด
ผลกระทบ: เหตุการณ์นี้สร้างความตื่นตระหนกและสั่นสะเทือนรากฐานยุทธศาสตร์สงครามทางเรือสมัยใหม่ และทำให้ Super Etendard พร้อมอาวุธคู่กายกลายเป็นตำนานในชั่วข้ามคืน
2. กำเนิดและวิวัฒนาการ
จุดกำเนิด: เครื่องบินนี้เกิดจากนโยบายแบบโกลลิสต์ของฝรั่งเศสที่ต้องการสร้างเอกราชทางการทหารและลดการพึ่งพาชาติอื่น โดยพัฒนามาจากเครื่องบินตระกูล Etendard ยุคแรก (เช่น Etendard IVM)
การวิวัฒนาการเป็น "Super": โครงการ Super Etendard ในปี 1973 เป็นการออกแบบใหม่เกือบทั้งหมด โดยมีการอัปเกรดที่สำคัญคือ:
เครื่องยนต์: เปลี่ยนไปใช้ SNECMA Atar 8K50 ที่ให้แรงขับสูงขึ้น
ระบบเอวิโอนิกส์: ติดตั้งเรดาร์ Thomson-CSF Agave เพื่อรองรับการใช้งานขีปนาวุธ Exocet AM39 ซึ่งเปลี่ยนเครื่องบินให้เป็นระบบอาวุธทางเรือที่ซับซ้อน สามารถโจมตีเป้าหมายจากระยะไกลเกินสายตา
3. บทพิสูจน์ด้วยไฟ: สงครามฟอล์กแลนด์
ทรัพยากรจำกัด: เมื่อสงครามปะทุขึ้นในปี 1982 อาร์เจนตินาได้รับมอบ Super Etendard เพียง 5 ลำ และขีปนาวุธ Exocet เพียง 5 ลูก เท่านั้น
ปฏิบัติการสำคัญ:
4 พฤษภาคม 1982: จม HMS Sheffield ด้วยขีปนาวุธ Exocet
25 พฤษภาคม 1982: ทำลายเรือบรรทุกสินค้า Atlantic Conveyor ซึ่งบรรทุกเฮลิคอปเตอร์และยุทโธปกรณ์สำคัญ สร้างความเสียหายร้ายแรงต่อการส่งกำลังบำรุงของอังกฤษ
ผลกระทบเชิงยุทธศาสตร์: การโจมตีเหล่านี้แสดงให้เห็นถึง ความเปราะบางของเรือรบผิวน้ำที่ทันสมัย ต่อขีปนาวุธ Sea-skimming ที่มีราคาถูกกว่ามาก และบีบบังคับให้กองทัพเรือทั่วโลกต้องประเมินหลักนิยมการป้องกันภัยทางอากาศใหม่
4. บทบาททั่วโลกและการปลดประจำการ
การใช้งานอื่นๆ: Super Etendard ถูกใช้งานอย่างต่อเนื่องในปฏิบัติการของกองทัพเรือฝรั่งเศส เช่น เลบานอน (1983), สงครามในอดีตยูโกสลาเวีย, อัฟกานิสถาน, ลิเบีย และ ซีเรีย/อิรัก
บทบาทที่ไม่คาดคิด: ฝรั่งเศสเคยให้ยืมเครื่องบิน 5 ลำแก่อิรักเพื่อใช้โจมตีเรือบรรทุกน้ำมันของอิหร่านในช่วงสงครามอิรัก-อิหร่าน
การปรับปรุง: มีโครงการอัปเกรดครั้งใหญ่เป็น Super Etendard Modernisé (SEM) เพื่อเพิ่มขีดความสามารถด้านเรดาร์ (เปลี่ยนเป็น Anemone) และการโจมตีภาคพื้นดิน (รองรับกระเปาะชี้เป้าด้วยเลเซอร์ Damocles)
การปลดประจำการ: กองทัพเรือฝรั่งเศสปลดประจำการ Super Etendard อย่างเป็นทางการในปี 2016 โดยมี Dassault Rafale M เข้ามาทำหน้าที่แทน
5. บทสรุป: มรดกที่ส่งต่อ
มรดก: Super Etendard เป็นสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์ในสงครามทางเรือ มันพิสูจน์ว่าการผสมผสานระหว่าง แพลตฟอร์มที่ไม่แพง กับ อาวุธนำวิถีระยะไกลที่ "ชาญฉลาด" (Exocet) สามารถสร้าง "ความได้เปรียบแบบไม่สมมาตร" (asymmetric advantage) ที่ยิ่งใหญ่กว่าขนาดของเครื่องบิน และได้เปลี่ยนแปลงสมการอำนาจทางทะเลไปตลอดกาล